วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558
วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
`ต้อหินจากเบาหวาน`
ผู้ที่เป็นเบาหวานทราบหรือไม่ว่า จะเสี่ยงต่อการเป็นต้อหินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว และถ้าไม่ได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์ อาจมีโอกาสตาบอดถาวรได้
รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน และไม่เคยรับการตรวจจอประสาทตาจากจักษุแพทย์ อาจเกิดภาวะเบาหวานขึ้นจอตาได้ เนื่องจากเบาหวานทำให้เส้นเลือดที่จอตาผิดปกติทีละน้อยๆ จนจอตาบวม มีเลือดออกที่จอตา หรือวุ้นตา ส่งผลให้เกิดอาการตามัวและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางตา เช่น ต้อหินได้ ซึ่งอันตรายอยู่ที่เส้นประสาทตาจะถูกทำลาย โดยความดันลูกตาเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากที่สุด ซึ่งความดันลูกตาจะถูกควบคุมด้วยระบบไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงภายในลูกตา
หากภาวะสมดุลระหว่างการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงและการระบายน้ำออกจากลูกตาเสียไป จะทำให้ความดันลูกตาสูง เกิดภาวะต้อหิน ซึ่งในระยะแรกอาจไม่พบความผิดปกติใดๆ ต่อมาตาจะค่อยๆ มัวลง และยิ่งเป็นผู้ป่วยเบาหวานที่มีเบาหวานขึ้นตาด้วยแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้จนมีภาวะต้อหินแทรกซ้อนก็จะตามัวมากขึ้น ปวดตา ตาแดง และอาจทำให้ตาบอดได้ในที่สุด
อย่างไรก็ดี การวินิจฉัยภาวะต้อหินจากเบาหวาน จะเริ่มจากวัดการมองเห็นว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ ตรวจวัด ความดันลูกตา ซึ่งเป็นการตรวจที่สำคัญมากในการวินิจฉัยต้อหิน รวมถึงตรวจจอตาและขั้วประสาทตา ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการเป็นต้อหิน
จะว่าไปแล้ว การรักษาต้อหินจากเบาหวานไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา ฉายแสงเลเซอร์ หรือแม้กระทั่งการผ่าตัด มักไม่ค่อยได้ผลเป็นแค่เพียงบรรเทาอาการไม่สามารถแก้ไขให้สายตากลับมาเป็นปกติได้ แต่สามารถยับยั้งไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นได้ ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เบาหวานขึ้นจอตา โดยผู้ป่วยเบาหวานจะต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และควบคุมค่าความดันลูกตาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รวมถึงรับการตรวจจอตาโดยจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปี
ที่มา : บ้านเมือง โดย น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
วิตามินซี” สู้หวัดได้จริงหรือ?
เข้าสู่ฤดูฝนทีไร ก็มักจะเห็นคนจามฟึดฟัดกันอยู่บ่อยๆ บ้างก็เป็นแค่วัดธรรมดา ไอ จาม มีน้ำมูก บางคนก็ถึงขั้นเป็นไข้ ต้องล้มหมอนนอนเสื่อกันเลยทีเดียว
คราวนี้ก็ถือเวลาที่คนต้องหันมาดูแลสุขภาพกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหวัด จะได้ไม่ต้องมีผลกระทบกับการเรียนหรือการทำงาน ซึ่งหลายๆ คนก็เคยได้ยินกันมาบ้างว่า วิตามินซีสามารถรักษาโรคหวัดได้ แต่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร “108 เคล็ดกิน” มีมาบอก
จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันไม่สามารถป้องกันหวัดได้ และไม่มีผลลดความเสี่ยงในการเป็นหวัด ยกเว้นผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำ จะสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้ถึง 50% อย่างไรก็ตามพบว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันจะสามารถช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดได้ ขนาดวิตามินซีที่แนะนำให้รับประทานเพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดคือ 1-3 กรัมต่อวัน และในผู้ที่ไม่เคยรับประทานวิตามินซีมาก่อน หากเป็นหวัดแล้วจึงเริ่มรับประทานวิตามินซี จะไม่สามารถช่วยลดความรุนแรงหรือระยะเวลาในการเป็นหวัดได้เลย”
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าวิตามินซีจะไม่ได้ช่วยรักษาหวัดได้โดยตรง แต่ก็ยังคงมีประโยชน์สำหรับร่างกายของคนเราอีกหลายอย่าง แต่เนื่องจากร่างกายของคนเราไม่สามารถสร้างวิตามินซีเองได้ ส่วนใหญ่เราจะได้รับวิตามินซีจากการกินผักและผลไม้ นอกจากนี้ก็ยังมีวิตามินซีในรูปแบบที่สกัดออกมาและวางขายในหลายรูปแบบ ทั้งแบบเม็ดเคี้ยว แบบเม็ดฟู่ แบบเม็ดอม แบบเม็ดรับประทาน แบบแคปซูล
ส่วนผัก-ผลไม้ที่พบวิตามินซีได้ก็คือผักสดและผลไม้สดที่มีรสเปรี้ยวอย่างส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ สัปปะรด มะขามป้อม มะละกอ มะนาว สตอเบอรี่ ฯลฯ และในผักใบเขียวต่างๆ
ขอแถมอีกนิดสำหรับคนที่ติดหวัดไปแล้ว ขอแนะนำให้ดื่มน้ำขิงร้อนๆ เพราะรสเผ็ดร้อนและหอมแหลมๆ ของน้ำขิงนั้นมีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหยและตัวยาสมุนไพรอีกหลายชนิดที่สามารถทุเลาอาการหวัดลงได้ และขอให้ลดอาหารประเภทนมและน้ำตาลลง เพราะมันจะยิ่งทำให้เสมหะข้นขึ้นสร้างความรำคาญให้แก่ตนเอง แถมน้ำตาลยังจะไปลดปริมาณเม็ดเลือดขาวที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคให้น้อยลงอีกด้วย
แล้วอย่าลืมดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนเยอะๆ ก็เป็นอันว่าโรคหวัดจะไม่รุกรานร่างกายของเรามากไปกว่านี้แล้ว
ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558
กินอาหารปรุงสุก เชื้อโรคไม่ถามหา
การปรุงอาหารให้สุกสะอาดเป็นการตัดวงจรการเกิดโรค ซึ่งคนส่วนมากมักจะละเลยและมองข้าม บางคนอาจโชคดีไม่เป็นอะไร แต่บางคนที่โชคร้ายก็ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย
อาหารปรุงสุก
อาหารปรุงสุก คำว่า สุก หมายถึง หากเป็นอาหารประเภทแกงต้องเดือดอย่างน้อย 5 นาที ขณะที่ อาหารจำพวกปิ้ง ย่าง ก็ไม่ควรที่จะมีเนื้อแดง อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรเก็บใส่ตู้เย็นภายใน 3 ชั่วโมง หากตั้ง วางเอาไว้เชื้อโรคจะมีการเพิ่มจำนวนหรืออาจสร้างสารพิษขึ้นมาในช่วงนั้นได้ การเก็บรักษาควรแยกเป็นภาชนะเล็กๆ จะช่วยให้เย็นเร็วยิ่งขึ้น การรับประทานก็ควรนำมาอุ่นก่อน ซึ่งการอุ่นอาหารควรทำให้เดือดไม่ใช่แค่ทำให้ร้อนเฉยๆ ส่วนพวกผัก ผลไม้ ควรล้างให้น้ำไหลเพื่อชะล้างเชื้อโรค
การปรุงอาหารให้สุกสะอาดเป็นการตัดวงจรการเกิดโรค ซึ่งคนส่วนมากมักจะละเลยและมองข้าม บางคนอาจโชคดีไม่เป็นอะไร แต่บางคนที่โชคร้ายก็ทำให้เกิดอาหารเจ็บป่วย โดยความรุนแรงของเชื้อขึ้น อยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคนและชนิดของเชื้อที่ได้รับเข้าไป
อันตรายในอาหารปรุงไม่สุก
อาหารที่ปรุงไม่สุก หากทิ้งไว้ข้างนอกนานๆ เชื้อโรคก็จะเจริญเติบโต นอกจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่มากับอาหารที่ปรุงไม่สุกแล้ว ยังมีพยาธิที่อาจติดมากับเนื้อสัตว์และผัก รวมทั้งการสัมผัสดินที่มีพยาธิ โดยไม่ล้างมือให้สะอาด ก็อาจทำให้ติดเข้าไปในร่างกายของเราได้ เช่น พยาธิกล้ามเนื้อ หากเข้าสู่ร่างกาย จะไปฝังตามกล้ามเนื้อในร่างกายของเรา พวกนี้ติดมากับพวกหมู กระรอก หนู กระแต เป็นต้น พยาธิตัวจี๊ด มักพบใน ปลา กุ้ง ปู ซึ่งกินไรน้ำเป็นอาหาร อาหารประเภทกุ้งสุกๆ ดิบๆ ปลาดุก ปลาช่อน ปลาไหล เขียด กบ ฯลฯ ที่ปรุงไม่สุกดีพอก็จะมีโอกาสที่พยาธิเข้าไปในร่างกายของเราได้ ส่วนพยาธิใบไม้ในตับนั้น พบทาง แถบภาคอีสานอยู่ในพวกหอยและปลาที่นำมาทำปลาร้า ปลาส้ม ปลาก้อย หากรับประทานโดยที่ยังไม่สุก พยาธิก็จะไปอยู่ที่ทางเดินน้ำดี เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งทางท่อน้ำดี มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งถึง ตอนนั้นอาจจะช้าเกินกว่าจะรักษาได้
หากเกิดอาการท้องเสีย อาเจียนต่อเนื่อง มีไข้ ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ อาจมีเชื้อพวกแบคทีเรียหรือไวรัส หากเป็นพวกพยาธิส่วนใหญ่จะเข้าไปอยู่ในตัวจนกระทั่งแพร่กระจายจะรบกวนการ ทำงานของร่างกาย พยาธิตัวกลมมักจะเข้าไปอาศัยอยู่ในลำไส้ ทำให้เป็นโรคขาดสารอาหาร เป็นโรคท้องเสียเรื้อรังได้
เราควรทำความเข้าใจในการบริโภคอาหารที่ถูกต้องก่อนจะสายเกินแก้ไข เมื่อทราบถึงอันตรายการ บริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ แล้ว จึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น และไม่ว่าจะ เป็นอาหารประเภทใดก็ตาม การปรุงอาหารให้สุกและสะอาดล้วนแต่จะช่วยสร้างความปลอดภัยและส่งผลดี ต่อสุขภาพของคุณเอง
ที่มา : เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ นายแพทย์ปริย พรรณเชษฐ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 28 ฉบับที่ 336 เมษายน 2550 หน้า 28-31
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558
ใช้มะเขือเทศสุก 2 ลูก แครอท 2 ลูก บีทรูท ½ หัว เชเลอรี่ 1 ต้น แตงกวา 1 ลูก |
วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ใช้มะเขือเทศสุก 2 ลูก แครอท 2 ลูก บีทรูท ½ หัว เชเลอรี่ 1 ต้น แตงกวา 1 ลูก |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)