วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562

คัดกรองค้นหาผู้ป่วยวัณโรคพื้นที่ตำบลจอมศรี



วันที่ 20 มีนาคม 2562 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจอมศรีร่วมกับ คปสอ เพ็ญ ได้ดำเนินการคัดกรองค้นหาผู้ป่วยวัณโรคในกล่มเสี่ยง พร้อมทั้งให้ความรู้ในการป้องกันและดูแลตนเอง และผู้ป่วยวันโณค ได้แก่ 1. ผู้สัมผัส เช่น ผู้ดูแลไกล้ชิด ผู้สัมัสร่วมบ้าน 2. ผู้ติดเชื้อเอสไอวี 3. ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ้ 4. ผู้สูงอายุที่มีโรคร่วม 5. ผู้ต้องขัง 6. แรงงานตางชาติ และ7. บุคลากรสาธารณสุข ทั้งหมด จำนวน 200 คน  หากประชาชนมีอาการไอติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไปมีอาการไอเป็นเลือดเจ็บหน้าอก หรือมีอาการเจ็บที่หน้าอกขณะหายใจหรือไออ่อนเพลียมีอาการไข้ มีอาการเหงื่อออกชุ่มในเวลากลางคืน น้ำหนักลดอย่างไม่มีสาเหตุความอยากอาหารลดลง ให้พบเจ้าหน้าที่โดยด่วย "วันโรค ค้นให้พบ จบด้วยหาย" " รู้เร็ว รักษาหาย ไม่แพร่กระจาย"

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562

ติดตามการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกตำบลจอมศรี


วันที่ 18 มีนาคม 2562 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจอมศรี ได้ติดตามผลการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ ซึ่งตำบลจอมศรีพบผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกจำนวน 6 ราย ได้กำชับ อสม เข้มข้นการควบคุมการแพร่ระบาดของไข้เลือดออก โดยใช้มาตรการ 3-3-1 รายงานโรคหลังพบผู้ป่วย 3 ชม., ส่ง อสม.กำจัดยุงใน 3 ชม. และลงควบคุมโรคภายใน 1 วัน ในการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ใช้วีธี ดังนี้
1 ทางกายภาพ ได้แก่ การปิดภาชนะกักเก็บน้ำด้วยฝาปิดเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงลายเข้าไปวางไข่ได้สำหรับภาชนะเก็บน้ำที่ยังไม่ต้องใช้น้ำ อาจจะใช้ผ้ามุ้ง ผ้ายาง หรือพลาสติก ปิดและมัดไว้ สำหรับภาชนะที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ควรจะคว่ำไว้มิให้รองรับน้ำเพื่อจะไม่กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย สำหรับสิ่งของที่ไม่มีประโยชน์หรือสิ่งของเหลือใช้ เช่น กะลา กระป๋อง ควรเผาหรือฝังแล้วแต่ความสะดวก แจกันดอกไม้สดควรเปลี่ยนน้ำทุก 7 วัน
2.ทางชีวภาพ  คือ การปล่อยปลากินลูกน้ำลงในภาชนะเก็บกักน้ำ เช่นโอ่ง ตุ่ม ภาชนะละ 2 - 4 ตัว ควรหมั่นดูแลอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หากปลาบางตัวตายก็ใส่ตัวใหม่ทดแทน วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย ประหยัด และปลอดภัย เหมาะสมสำหรับภาชนะเก็บน้ำใช้ที่ปิดไม่ได้
3. สารเคมี เป็นสารที่ใช้ฆ่าลูกน้ำยุงลายซึ่งองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้และรับรองความปลอดภัย ได้แก่ ทรายทีมีฟอส  ให้ใช้เฉพาะกับภาชนะเก็บน้ำที่ไม่สามารถปิดหรือใส่ปลากินลูกน้ำได้ นอกจากนี้ยังมีเกลือ ซึ่งเป็นของใช้ประจำในครัวเรือนที่สามารถนำมาใช้ในการควบคุมและกำจัดลูกน้ำยุงลายได้ โดยเฉพาะที่ถ้วยหล่อขาตู้กับข้าว โดยใส่เกลือ 2 ช้อนชา ในถ้วย หล่อขาตู้กับข้าวขนาดความจุ 250 มิลลิลิตร พบว่าควบคุมลูกน้ำได้นานมากกว่า 7 วัน  การใช้สมุนไพรภูมิปัญญาท้องถินไล่ยุง ได้แก่ มะกรูด ตะไคร้ เป็นต้น และการพ่นหมอกควัญเคมีกำจัดยุงตัวเต็มวัย ใช้ในกรณีที่เกิดผู้ป่วย เพื่อกำจัดยุงลายตัวโตเต็มวัย


วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

สธ.วางมาตรการ3-3-1แก้ปัญหาไข้เลือดออก

สธ.วางมาตรการ3-3-1แก้ปัญหาไข้เลือดออก

าธารณสุข กำชับทุกจังหวัดใช้ 'มาตรการ 3-3-1' ควบคุมการแพร่ระบาดไข้เลือดออกเข้มข้น

นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงมาตรการป้องกันควบคุมไข้เลือดออก ว่า ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้วางมาตรการต่างๆ ในการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก อย่างเต็มรูปแบบและเต็มที่ โดยวอร์รูมไข้เลือดออกส่วนกลาง ได้วิเคราะห์ปัญหาสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เพื่อแก้ไขให้ตรงจุด เน้นควบคุมไม่ให้โรคแพร่ระบาดเพิ่ม โดยใช้มาตรการ 3-3-1 คือ หลังโรงพยาบาลพบผู้ป่วย ให้รายงานโรคให้หน่วยควบคุมโรคของพื้นที่ภายใน 3 ชั่วโมง และให้หน่วยควบคุมโรคกำชับให้ อสม. ลงกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายที่บ้าน ชุมชนผู้ป่วยใน 3 ชั่วโมง และส่งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว หรือ เอสอาร์อาร์ที ลงพื้นที่ควบคุมโรคภายใน 1 วัน โดยมีต้นแบบที่ จ.นครพนม นำมาใช้ ทำให้สามารถควบคุมโรคได้ดีขึ้น
สำหรับพื้นที่ ที่น่าเป็นห่วงขณะนี้ คือที่โรงเรียน โรงพยาบาล โดยผลการสำรวจล่าสุดพบว่ามีโรงเรียนร้อยละ 45 และโรงพยาบาลร้อยละ 29 ยังมีลูกน้ำยุงลาย ได้กำชับให้ทุกจังหวัด เร่งทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ลดจำนวนยุงลาย ซึ่งเป็นตัวการแพร่เชื้อโรคไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561


รณรงค์ประชาสัมพันธ์ปัญหาโรคพิษสุนัขบ้า วัณโรค และปัญหาสุขภาพพื้นที่


        วันที่ 18 เมษายน 2561 นำโดยนางวาสนา  ผิวเหลือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจอมศรี ได้บูรณาการร่วมโครงการไทยนิยม ยั่งยืน รณรงค์ให้ความรู้เรื่องโรควัณโรคซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของตำบลจอมศรี และการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ด้วยพระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยและสรรพชีวิตในข้อทรงห่วงใยปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าที่เป็นปัญหาสำคัญของชาติรวมถึงพระวิสัยทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพโลกหนึ่งเดียว โดยมีพระประสงค์ให้โรคพิษสุนัขบ้าหมดไปจากประเทศไทย ดังนั้นเพื่อสนองพระปณิธานและพระวิสัยทัศน์ดังกล่าว จำได้ดำเนินกิจกรรม รณรงค์ ให้ความรู้ โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี 
       ดาวโหลดเอกสารความรู้เพิ่มเติมได้ที่นี่    ระบบรายงานผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า สำนักโรคติดต่อทั่วไป

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561


วันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ บูรณาการสู่ตำบลต้นแบบ
ตำบลจอมศรี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี



เนื่องจาก วันที่ ๒๐ มีนาคม ของทุกปี เป็นวัน  อสม.แห่งชาติ  ในปี ๒๕๖๑ กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายและเป้าหมายในการดูแลสุขภาพของประชาชนและครอบครัว โดยทีมหมอครอบครัว ซึ่งจะให้การดูแลสุขภาพทุกกลุ่มวัย อย่างใกล้ชิด  โดยเฉพาะ ประชาชนกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ  ผู้ป่วยติดเตียง  และประชาชนกลุ่มเสี่ยงภัยสุขภาพ และสืบเนื่องจากตำบลจอมศรีได้เป็นตำบลต้นแบบ ได้แก่ ๑.การป้องกันพิษสุนัขบ้า ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ๒.การควบคุมป้องกันวัณโรค ๓.ตำบลคุณภาพเด็กดี และ๔.ตำบลการจัดการผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจอมศรีร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จึงได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น
มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1.  เพื่อจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์/รณรงค์รวมพลังสร้างสุขภาพวัน อสม.แห่งชาติ  อันเป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมการสร้างสุขภาพ 
2. เพื่อสร้างเสริมขวัญกำลังใจ และเชิดชูเกียรติแก่ อสม.ที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือสังคม  โดยเฉพาะการพัฒนางานสาธารณสุขในชุมชนในเวทีสาธารณะ
3. เพื่อจัดกิจกรรมเสริมสร้างความสามัคคีในองค์กร อาสาสมัครสาธารณสุข
4. เพื่อสร้างภาพลักษณ์การเป็นนักสร้างสุขภาพที่ดีแก่ อสม.
ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ ผู้นำชุมชน ประชาชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจำนวน 203 คน

วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2561

กิจกรรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตำบลจอมศรีร่วมเดินรณรงค์กีฬาต้านยาเสพติด




 อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตำบลจอมศรีร่วมเดินรณรงค์กีฬาต้านยาเสพติดร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลจอมศรี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนนโยบายในด้านการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพของคนใน ท้องถิ่น ในทุก ๆ ด้าน ซึ่งปัจจุบันปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องอาศัย ความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในการป้องกันและเฝ้าระวังเพื่อป้องกันและ แก้ปัญหายาเสพติดที่อาจจะเกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไป และเพื่อเป็นการสนอง ต่อนโยบายของภาครัฐ และเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนในพื้นที่ ได้แสดง ศักยภาพและความสามารถทางด้านกีฬา แล้วยังส่งเสริมให้เกิดความรัก ความสามัคคี มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ ห่างไกลจากยาเสพติด และก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์อันดี ระหว่างเยาวชน ประชาชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการเดินรณรงค์ในครั้งนี้อาสาสมัครสาธารณสุขได้รณรงค์ในเรื่องโรคพิษสุขนัขบ้า  ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และการป้องกันโรควัณโรคซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของตำบลจอมศรี

วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

โครงการพัฒนาและสร้างเสริมสุขภาพคนไทยกลุ่มวัยผู้สูงอายุเพื่อสร้างสุขภาพแบบมีส่วนร่วม

โครงการพัฒนาและสร้างเสริมสุขภาพคนไทยกลุ่มวัยผู้สูงอายุเพื่อสร้างสุขภาพแบบมีส่วนร่วม 




          วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจอมศรี ได้จัดโครงการพัฒนาและสร้างเสริมสุขภาพคนไทยกลุ่มวัยผู้สูงอายุเพื่อสร้างสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ผู้สูงอายุเป็นบุคคลสำคัญในครอบครัว ชุมชน และสังคม  ผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยจะสูญเสียความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน ความสามารถเสื่อมถอยต้องอาศัยญาติและครอบครัวดูแลทำให้เป็นภาระทั้งสุขภาพกาย จิตใจ เศรษฐกิจ และสังคม ผู้สูงอายุในเขตตำบลจอมศรีมีทั้งหมด 963 คนติดเตียงจำนวน 3 คนที่บ้านจำนวน 3 คนโรคเบาหวานจำนวน 52 คน โรคความดันโลหิตสูงจำนวน 91 คนและโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงจำนวน 68 คน การได้รับความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกายอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะสามารถป้องกันและแก้ไขภาวะผิดปกติที่เกิดขึ้น เพื่อการดำเนินงานผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพชมรมผู้สูงอายุตำบลจอมศรีจึงได้จัดทำโครงการพัฒนาและสร้างเสริมศักยภาพคนไทยกลุ่มวัยผู้สูงอายุเพื่อสร้างสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ปีงบประมาณ 2560 ขึ้น เพื่อพัฒนาและดำเนินงานผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจกรรมของกลุ่มผู้สูงอายุในการทำกิจกรรมร่วมกัน  เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับความรู้อย่างต่อเนื่องในการดูแลสุขภาพกายและจิตใจโดยมีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 34 คน และรับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนสุขภาพตำบลจอมศรี

วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

รพ.สต.จอมศรี จัดทำโครงการพัฒนาระบบบริการส่งเสริมทันตสุขภาพ
ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและชุมชน เพื่อชาวตำบลจอมศรีฟันดี 2560



วันที่ 20 มีนาคม 2560 ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจอมศรี ได้จัดทำโครงการพัฒนาระบบบริการส่งเสริมทันตสุขภาพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและชุมชน เพื่อชาวตำบลจอมศรีฟันดี ปีงบประมาณ 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายในการส่งเสริมป้องกันโรคในช่องปากของประชาชนเพื่อให้ประชาชนได้รับความรู้ทางด้านทันตสุขภาพและข้อมูลข่าวสารงานทันตสาธารณสุข และพื่อผลิตสื่อให้ความรู้ทางทันตสุขภาพ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขปรพจำหมู่บ้าน(อสม.) และผู้นำท้องถิ่น ได้รับสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นตำบลจอมศรี

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

7 โรคที่มาพร้อมกับ “ฤดูหนาว”

     เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ร่างกายก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันเตรียมพร้อมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะอากาศที่เย็นสบายเป็นตัวการชั้นดีในการกระจายของไวรัส จึงต้องระวังโรคที่มากับฤดูหนาว
/data/content/26276/cms/e_fhiqtuxz4569.jpg
          มารู้จัก 7 โรคที่จะทำให้คุณป่วยได้ในฤดูหนาว
          1. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน เชื้อต้นเหตุเป็นไวรัสอินฟลูเอ็นซาไวรัส (influenza virus) มีอาการหนาวสะท้าน มีไข้ คัดจมูก เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อและปวดศีรษะรุนแรง การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ควรดื่มน้ำให้มาก รับประทานยาหรือฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น หยุดพักผ่อน ใช้หน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อ และใช้ยาที่ถูกต้องจากแพทย์
           2. โรคไข้หวัด (Common cold) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ มีลักษณะอาการใกล้เคียงกับโรคไข้หวัดใหญ่ มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม คันคอเป็นอาการเด่น การป้องกันโรคไข้หวัดยังไม่มีวัคซีนป้องกันเนื่องจากมีเชื้อไวรัสหลายชนิด แต่เบื้องต้นควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้มาก และรับประทานยาตามอาการ เช่น หากมีอาการเจ็บคอ เลือกรับประทานยาแก้ไอขับเสมหะ
           3. โรคปอดบวม (Pneumonia) หรือภาวะการอักเสบของปอด สาเหตุมักจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วยและสามารถแพร่กระจายออกมาเวลาไอ จาม นอกจากนี้ยังเกิดจากการดมสารเคมี เช่น แอมโมเนีย ไนโตรเจน ไดออกไซด์ หรือการสำลักน้ำลายเศษอาหารและน้ำย่อย เบื้องต้นจะมีอาการไอ คัดจมูกก่อนและจะเริ่มด้วยไข้สูง มีอาการหนาวสั่น หายใจหอบ มีการเจ็บหน้าอกบริเวณที่อักเสบ การป้องกันโรคปอดบวมทำได้โดยหลีกเหลี่ยงจากคนปอดบวม ดื่มน้ำมากๆ และฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโรคที่ทำให้เกิดปอดบวม
           4. โรคหัด (Measles) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่ารูบีโอราไวรัส (rubeola virus) เกิดจากการไอ จามรดกันโดยตรงหรือหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าไป มีอาการไข้ มักไอแห้งตลอดเวลา มีน้ำมูกมาก ปากและจมูกแดง เด็กอาจจะมีไข้สูงประมาณ 3-4 วัน จึงเริ่มมีผื่นจากหลังหูลามไปยังหน้าและร่างกาย โรคหัดสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคเพียงครั้งเดียวในช่วงที่เด็กมีอายุ 9-12 เดือน
           5. โรคหัดเยอรมัน (Rubella) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสรูเบลลาไวรัส (Rubella virus) ซึ่งมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ติดต่อโดยการ ไอ จาม หรือหายใจรดกัน เช่นเดียวกับไข้หวัดหรือหัด ที่พบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีอาการไข้และออกผื่นคล้ายหัด แต่มีความรุนแรงและโรคแทรกซ้อนน้อยกว่าหัด มีลักษณะเฉพาะคือผื่นเป็นเม็ดละเอียดสีแดง กระจัดกระจาย ทั่วร่างกายอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น และจะหายไปภายใน 3 วัน ซึ่งโรคนี้สามารถ/data/content/26276/cms/e_bfhimnrsyz13.jpgป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดตามช่วงอายุที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
           6. โรคไข้สุกใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลาไวรัส (Varicella virus) หรือ Human herpesvirus type 3 ติดต่อโดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรงหรือสัมผัสถูกของใช้ที่เปื้อนตุ่มน้ำของคนที่เป็นสุกใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ จะมีผื่นขึ้นทั่วร่างกายเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และบางที่เริ่มตกสะเก็ด โดยปกติโรคไข้สุกใสสามารถหายได้เอง หลีกเลี่ยงการแกะเกา ดื่มน้ำให้มาก รับประทานอาหารตามปกติและพักผ่อนให้เพียงพอหรือฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุกใสสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปี
           7. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute Gastroenteritis) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโรตาไวรัส (Rota virus) มักพบในเด็กทำให้เกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง และมักมีอาการไข้ และอาเจียน การป้องกันเบื้องต้นทำได้โดยรับประทานอาหารที่สุก ล้างมือให้สะอาด จะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายได้
           การดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า สะอาด ถูกหลักสุขอนามัย รวมทั้งออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอก็จะเป็นตัวช่วย เบื้องต้นในการป้องกันโรคร้ายที่จะทำให้ร่างกายเราอ่อนแอ ร่างกายเราเองหากเราไม่ดูแลแล้วใครจะดูแล


            ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดย ชนัดดา บุญครอง
            ข้อมูลจาก สำนักงานป้องกันควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
            ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อย่าปล่อยให้ ‘ท้องผูก’

สาว ๆ พึงระวัง อย่าปล่อยให้ "ท้องผูก" เพราะไม่เพียงแต่สร้างความอึดอัดไม่สบายตัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้สุขภาพเสื่อมโทรม และเป็นต้นเหตุของโรคริดสีดวงทวารอีกด้วย และเคยสงสัยหรือไม่ว่า ในวันหนึ่ง ๆ เรารับประทานอาหารเข้าไปมากมาย อาหารเหล่านี้ไปสะสมอยู่ไหน
ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชวิทยามหิดล ระบุว่า ปกติคนเราควรจะขับถ่ายอุจจาระทุกวัน เพื่อเอากากอาหารและของเสียออกไป ไม่ให้คั่งค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน จะทำให้รู้สึกสบาย แต่หากระบบขับถ่ายอุจจาระเรามีปัญหา บางคนหลายวันแล้วยังไม่ถ่ายก็มักมีอาการท้องอืด หรือ แน่นท้องและเกิดภาวะท้องผูก ซึ่งจะทำให้มีกากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวันนั้น ค้างสะสมอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน ร่างกายก็จะดูดซึมน้ำจากกากอาหารมากขึ้น ทำให้ปริมาณน้ำในอุจจาระเหลือน้อย แข็งและถ่ายลำบาก
"การที่ร่างกายเราต้องหมักหมมเอาสารพิษและของเสียไว้ในลำไส้นาน ๆ นอกจากจะส่งผลทางด้านจิตใจ ทำให้สาว ๆ ขาดความมั่นใจ อึดอัดไม่สบายตัวไม่สบายท้อง กลายเป็นคนหงุดหงิด โมโหง่าย และมีกลิ่นปากแล้ว หากปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคริดสีดวงทวารหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ดังนั้นในรายที่มีอาการท้องผูกรุนแรง เช่น ถ่ายเป็นเลือด ท้องผูกสลับกับท้องร่วง หรือมีไข้และอาเจียนร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์"
เตือนสาวๆ ท้องผูกอันตราย thaihealth
ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ กล่าวและเสริมว่า ท้องผูกเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะในผู้ที่รับประทานอาหารที่มีใยอาหารหรือไฟเบอร์น้อย เพราะจะทำให้แรงกระตุ้นที่ทำให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวน้อยลง จึงเกิดอุจจาระคั่งค้างในลำไส้ใหญ่
นอกจากนี้ในผู้ที่รับประทานอาหารจำพวกแป้งและไขมันมากเกินไป รวมทั้งการดื่มน้ำน้อย มีภาวะเครียด ก็มีส่วนทำให้เกิดภาวะท้องผูกได้เช่นกัน และบางรายอาจท้องผูกจากการดื่มนม หรือรับประทานแคลเซียมในปริมาณมาก รวมถึงผู้สูงอายุ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากการหย่อนสมรรถภาพของกล้ามเนื้อหูรูดต่าง ๆ ทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะขับถ่ายถดถอย
ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงอาการท้องผูก เราควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 7-8 แก้ว รับประทานผักและผลไม้ที่มีใยอาหารสูง เช่น คะน้า มะละกอ ส้ม พรุน และผลไม้ที่กินได้ทั้งเปลือก ควรกินผักผลไม้ให้ได้ 4-5 ส่วนต่อวัน ประมาณ 5 ทัพพี หรือดื่มน้ำผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ เช่น น้ำมะขาม หรือน้ำพรุนสกัดเข้มข้น ก็สามารช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นได้
เตือนสาวๆ ท้องผูกอันตราย thaihealth
โดยเฉพาะพรุนนั้นเป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์มากเป็นพิเศษและจัดว่าเป็นอาหารฟังก์ชั่นที่ให้วิตามิน เกลือแร่และอุดมด้วยใยอาหารทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำค่อนข้างสูง ช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารและมีฤทธิ์ในการระบาย รวมทั้งช่วยบำบัดอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี
"ทั้งนี้ เราควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีใยอาหารน้อย เช่น เนื้อวัว ไอศกรีม ชีส หรือเนยแข็ง และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และฝึกหัดนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน เข้าห้องน้ำทันทีเมื่อรู้สึกปวดถ่าย ไม่ควรรอหรือทนอั้นไว้เพราะยิ่งรอไว้นาน ยิ่งเพิ่มอาการท้องผูก และพยายามทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียดอยู่กับปัญหา หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบาย" คุณหมอให้คำแนะนำปิดท้าย


ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

บริโภคไข่ตามสูตรแต่ละวัยได้ประโยชน์สูงสุด

บริโภคไข่ตามสูตรแต่ละวัยได้ประโยชน์สูงสุด thaihealth
"ไข่" เป็นอาหารที่เราทุกคนรับประทานแทบทุกวัน จนถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง และสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นต้ม ทอด ตุ๋น แต่ทราบหรือไม่ว่าการรับประทานไข่ให้เหมาะสมตามสูตรของแต่ละวัยจะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างสูงสุดทีเดียวค่ะ วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีจึงมีสูตรการรับประทานไข่ที่ถูกต้องตามวัยมาฝากกันค่ะ
โดย นสพ.กิตติ ทรัพย์ชูกุลประธานคณะทำงานจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์รณรงค์เพิ่มการบริโภคไข่ไก่ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ ให้ความรู้ว่า การรับประทานไข่มีประโยชน์มากมายหลายประการ เพราะไข่เป็นอาหารชนิดเดียวที่มีสารอาหารครบถ้วนเกือบทุกชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย ยกตัวอย่างสารอาหารที่สำคัญ ได้แก่ โคลีน เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และอยู่ในระหว่างการให้นมลูกนอกเหนือจากการช่วยบำรุงสมองและเสริมความจำ และจากงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าโคลีนเป็นสารอาหารที่ช่วยชะลอความแก่ ส่วน ลูทีนและซีแซนทิน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในไข่แดง ช่วยชะลอโรคจอประสาทตาเสื่อม
หากเรารับประทานไข่ไก่ตามสูตรเจ็ดยกกำลังสามและบวกหนึ่ง ของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไข่ไก่และผลิตภัณฑ์จะสามารถช่วยให้ร่างกายของเราได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งเจ็ดยกกำลังสาม หมายถึงเด็ก วัยรุ่น และวัยทำงาน สามารถบริโภคไข่ไก่ได้ 7 ฟองต่อสัปดาห์ ส่วนสามบวกหนึ่ง คือวัยผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี สามารถบริโภคไข่ไก่ได้ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์ ขณะที่ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ควรบริโภคไข่ไก่ 1 ฟองต่อสัปดาห์ หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ สำหรับเด็กเล็กควรเริ่มให้รับประทานไข่แดงต้มสุกผสมข้าวบดในปริมาณน้อย ๆ ตั้งแต่อายุ 6 เดือนและค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็น 1 ฟอง เมื่อเด็กอายุ 7 เดือนขึ้นไป
นอกจากการรับประทานไข่ตามสูตรจะได้ประโยชน์สูงสุดแล้ว การบริโภคไข่อย่างชาญฉลาดก็ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลาย และเพียงพอต่อความต้องการไม่ก่อให้เกิดโรคทางโภชนาการได้ คือต้องเลือกทานให้ปลอดภัยด้วย เช่น การรับประทานไข่สุก เพราะร่างกายย่อยไข่ไม่สุกได้ยาก และไข่ที่ไม่สุกจะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และไข่ขาวดิบจะขัดขวางการดูดซึมวิตามินไบโอติน ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์กับกระบวนการเผาผลาญพลังงาน และทำให้ร่างกายรับประโยชน์จากสารอาหารที่ทานเข้าไปได้ไม่เต็มที่
ที่สำคัญเมนูอาหารที่ทำจากไข่มีให้เลือกมากมาย หากใครที่ต้องการหลีกเลี่ยงไขมัน ควรเลือกบริโภคไข่ต้มหรือไข่ตุ๋น เพราะการนำไข่มาทอดเป็นไข่ดาว หรือไข่เจียวจะมีไขมันเพิ่มขึ้นมากพอสมควร ถ้าเราต้องการเป็นผู้ที่บริโภคที่ฉลาดควรรับประทานอาหารที่ดีมีคุณภาพหลากหลายชนิด เหมาะสมกับเพศและวัย มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่เครียด แค่นี้ร่างกายก็แข็งแรงมีสุขภาพดีแล้วค่ะ


ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

`ต้อหินจากเบาหวาน`

ผู้ที่เป็นเบาหวานทราบหรือไม่ว่า จะเสี่ยงต่อการเป็นต้อหินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว และถ้าไม่ได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์ อาจมีโอกาสตาบอดถาวรได้
\'ต้อหินจากเบาหวาน\' thaihealth
รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน และไม่เคยรับการตรวจจอประสาทตาจากจักษุแพทย์ อาจเกิดภาวะเบาหวานขึ้นจอตาได้ เนื่องจากเบาหวานทำให้เส้นเลือดที่จอตาผิดปกติทีละน้อยๆ จนจอตาบวม มีเลือดออกที่จอตา หรือวุ้นตา ส่งผลให้เกิดอาการตามัวและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางตา เช่น ต้อหินได้ ซึ่งอันตรายอยู่ที่เส้นประสาทตาจะถูกทำลาย โดยความดันลูกตาเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากที่สุด ซึ่งความดันลูกตาจะถูกควบคุมด้วยระบบไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงภายในลูกตา
หากภาวะสมดุลระหว่างการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงและการระบายน้ำออกจากลูกตาเสียไป จะทำให้ความดันลูกตาสูง เกิดภาวะต้อหิน ซึ่งในระยะแรกอาจไม่พบความผิดปกติใดๆ ต่อมาตาจะค่อยๆ มัวลง และยิ่งเป็นผู้ป่วยเบาหวานที่มีเบาหวานขึ้นตาด้วยแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้จนมีภาวะต้อหินแทรกซ้อนก็จะตามัวมากขึ้น ปวดตา ตาแดง และอาจทำให้ตาบอดได้ในที่สุด
อย่างไรก็ดี การวินิจฉัยภาวะต้อหินจากเบาหวาน จะเริ่มจากวัดการมองเห็นว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ ตรวจวัด ความดันลูกตา ซึ่งเป็นการตรวจที่สำคัญมากในการวินิจฉัยต้อหิน รวมถึงตรวจจอตาและขั้วประสาทตา ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการเป็นต้อหิน
จะว่าไปแล้ว การรักษาต้อหินจากเบาหวานไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา ฉายแสงเลเซอร์ หรือแม้กระทั่งการผ่าตัด มักไม่ค่อยได้ผลเป็นแค่เพียงบรรเทาอาการไม่สามารถแก้ไขให้สายตากลับมาเป็นปกติได้ แต่สามารถยับยั้งไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นได้ ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เบาหวานขึ้นจอตา โดยผู้ป่วยเบาหวานจะต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และควบคุมค่าความดันลูกตาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รวมถึงรับการตรวจจอตาโดยจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปี


ที่มา : บ้านเมือง โดย น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วิตามินซี” สู้หวัดได้จริงหรือ?

เข้าสู่ฤดูฝนทีไร ก็มักจะเห็นคนจามฟึดฟัดกันอยู่บ่อยๆ บ้างก็เป็นแค่วัดธรรมดา ไอ จาม มีน้ำมูก บางคนก็ถึงขั้นเป็นไข้ ต้องล้มหมอนนอนเสื่อกันเลยทีเดียว
คราวนี้ก็ถือเวลาที่คนต้องหันมาดูแลสุขภาพกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหวัด จะได้ไม่ต้องมีผลกระทบกับการเรียนหรือการทำงาน ซึ่งหลายๆ คนก็เคยได้ยินกันมาบ้างว่า วิตามินซีสามารถรักษาโรคหวัดได้ แต่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร “108 เคล็ดกิน” มีมาบอก
“วิตามินซี” สู้หวัดได้จริงหรือ? thaihealthข้อมูลจาก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุไว้ว่า “ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับวิตามินซีกันก่อน “วิตามินซี” หรือ กรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ วิตามินซีมีประโยชน์มากมาย เช่น ใช้รักษาและป้องกันโรคลักปิดลักเปิด และวิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ antioxidant มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น และมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน แต่ประโยชน์ของวิตามินซีที่กล่าวถึงกันมากคือป้องกันหวัด
จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันไม่สามารถป้องกันหวัดได้ และไม่มีผลลดความเสี่ยงในการเป็นหวัด ยกเว้นผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำ จะสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้ถึง 50% อย่างไรก็ตามพบว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันจะสามารถช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดได้ ขนาดวิตามินซีที่แนะนำให้รับประทานเพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดคือ 1-3 กรัมต่อวัน และในผู้ที่ไม่เคยรับประทานวิตามินซีมาก่อน หากเป็นหวัดแล้วจึงเริ่มรับประทานวิตามินซี จะไม่สามารถช่วยลดความรุนแรงหรือระยะเวลาในการเป็นหวัดได้เลย”
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าวิตามินซีจะไม่ได้ช่วยรักษาหวัดได้โดยตรง แต่ก็ยังคงมีประโยชน์สำหรับร่างกายของคนเราอีกหลายอย่าง แต่เนื่องจากร่างกายของคนเราไม่สามารถสร้างวิตามินซีเองได้ ส่วนใหญ่เราจะได้รับวิตามินซีจากการกินผักและผลไม้ นอกจากนี้ก็ยังมีวิตามินซีในรูปแบบที่สกัดออกมาและวางขายในหลายรูปแบบ ทั้งแบบเม็ดเคี้ยว แบบเม็ดฟู่ แบบเม็ดอม แบบเม็ดรับประทาน แบบแคปซูล
“วิตามินซี” สู้หวัดได้จริงหรือ? thaihealth
ส่วนผัก-ผลไม้ที่พบวิตามินซีได้ก็คือผักสดและผลไม้สดที่มีรสเปรี้ยวอย่างส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ สัปปะรด มะขามป้อม มะละกอ มะนาว สตอเบอรี่ ฯลฯ และในผักใบเขียวต่างๆ
ขอแถมอีกนิดสำหรับคนที่ติดหวัดไปแล้ว ขอแนะนำให้ดื่มน้ำขิงร้อนๆ เพราะรสเผ็ดร้อนและหอมแหลมๆ ของน้ำขิงนั้นมีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหยและตัวยาสมุนไพรอีกหลายชนิดที่สามารถทุเลาอาการหวัดลงได้ และขอให้ลดอาหารประเภทนมและน้ำตาลลง เพราะมันจะยิ่งทำให้เสมหะข้นขึ้นสร้างความรำคาญให้แก่ตนเอง แถมน้ำตาลยังจะไปลดปริมาณเม็ดเลือดขาวที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคให้น้อยลงอีกด้วย
แล้วอย่าลืมดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนเยอะๆ ก็เป็นอันว่าโรคหวัดจะไม่รุกรานร่างกายของเรามากไปกว่านี้แล้ว


ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

กินอาหารปรุงสุก เชื้อโรคไม่ถามหา

การปรุงอาหารให้สุกสะอาดเป็นการตัดวงจรการเกิดโรค ซึ่งคนส่วนมากมักจะละเลยและมองข้าม บางคนอาจโชคดีไม่เป็นอะไร แต่บางคนที่โชคร้ายก็ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย
กินอาหารปรุงสุก เชื้อโรคไม่ถามหา thaihealth
อาหารปรุงสุก
อาหารปรุงสุก คำว่า สุก หมายถึง หากเป็นอาหารประเภทแกงต้องเดือดอย่างน้อย 5 นาที ขณะที่ อาหารจำพวกปิ้ง ย่าง ก็ไม่ควรที่จะมีเนื้อแดง อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรเก็บใส่ตู้เย็นภายใน 3 ชั่วโมง หากตั้ง วางเอาไว้เชื้อโรคจะมีการเพิ่มจำนวนหรืออาจสร้างสารพิษขึ้นมาในช่วงนั้นได้ การเก็บรักษาควรแยกเป็นภาชนะเล็กๆ จะช่วยให้เย็นเร็วยิ่งขึ้น การรับประทานก็ควรนำมาอุ่นก่อน ซึ่งการอุ่นอาหารควรทำให้เดือดไม่ใช่แค่ทำให้ร้อนเฉยๆ ส่วนพวกผัก ผลไม้ ควรล้างให้น้ำไหลเพื่อชะล้างเชื้อโรค
การปรุงอาหารให้สุกสะอาดเป็นการตัดวงจรการเกิดโรค ซึ่งคนส่วนมากมักจะละเลยและมองข้าม บางคนอาจโชคดีไม่เป็นอะไร แต่บางคนที่โชคร้ายก็ทำให้เกิดอาหารเจ็บป่วย โดยความรุนแรงของเชื้อขึ้น อยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคนและชนิดของเชื้อที่ได้รับเข้าไป
อันตรายในอาหารปรุงไม่สุก
อาหารที่ปรุงไม่สุก หากทิ้งไว้ข้างนอกนานๆ เชื้อโรคก็จะเจริญเติบโต นอกจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่มากับอาหารที่ปรุงไม่สุกแล้ว ยังมีพยาธิที่อาจติดมากับเนื้อสัตว์และผัก รวมทั้งการสัมผัสดินที่มีพยาธิ โดยไม่ล้างมือให้สะอาด ก็อาจทำให้ติดเข้าไปในร่างกายของเราได้ เช่น พยาธิกล้ามเนื้อ หากเข้าสู่ร่างกาย จะไปฝังตามกล้ามเนื้อในร่างกายของเรา พวกนี้ติดมากับพวกหมู กระรอก หนู กระแต เป็นต้น พยาธิตัวจี๊ด มักพบใน ปลา กุ้ง ปู ซึ่งกินไรน้ำเป็นอาหาร อาหารประเภทกุ้งสุกๆ ดิบๆ ปลาดุก ปลาช่อน ปลาไหล เขียด กบ ฯลฯ ที่ปรุงไม่สุกดีพอก็จะมีโอกาสที่พยาธิเข้าไปในร่างกายของเราได้ ส่วนพยาธิใบไม้ในตับนั้น พบทาง แถบภาคอีสานอยู่ในพวกหอยและปลาที่นำมาทำปลาร้า ปลาส้ม ปลาก้อย หากรับประทานโดยที่ยังไม่สุก พยาธิก็จะไปอยู่ที่ทางเดินน้ำดี เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งทางท่อน้ำดี มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งถึง ตอนนั้นอาจจะช้าเกินกว่าจะรักษาได้
หากเกิดอาการท้องเสีย อาเจียนต่อเนื่อง มีไข้ ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ อาจมีเชื้อพวกแบคทีเรียหรือไวรัส หากเป็นพวกพยาธิส่วนใหญ่จะเข้าไปอยู่ในตัวจนกระทั่งแพร่กระจายจะรบกวนการ ทำงานของร่างกาย พยาธิตัวกลมมักจะเข้าไปอาศัยอยู่ในลำไส้ ทำให้เป็นโรคขาดสารอาหาร เป็นโรคท้องเสียเรื้อรังได้
เราควรทำความเข้าใจในการบริโภคอาหารที่ถูกต้องก่อนจะสายเกินแก้ไข เมื่อทราบถึงอันตรายการ บริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ แล้ว จึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น และไม่ว่าจะ เป็นอาหารประเภทใดก็ตาม การปรุงอาหารให้สุกและสะอาดล้วนแต่จะช่วยสร้างความปลอดภัยและส่งผลดี ต่อสุขภาพของคุณเอง


ที่มา : เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ นายแพทย์ปริย พรรณเชษฐ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต