วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557


เคล็ดลับสกัดอ้วน





ความอ้วนเป็นบ่อเกิดของสารพัดโรค แต่การเข้มงวดกับการลดน้ำหนักมากเกินไปหรือการอดอาหารจะทำให้คุณลดน้ำหนักได้แค่ในระยะสั้นๆ และเกิดโยโย่หรือน้ำหนักดีดกลับขึ้นมาเหมือนเดิม มาเริ่มต้นใหม่ด้วยการลดน้ำหนักอย่างมีสุขภาพดี ด้วยการปรับพฤติกรรมการกินให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่เป็นไปตลอดในระยะยาว ตามคำแนะนำต่อไปนี้ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถลดน้ำหนักลงได้เรื่อยๆ แบบไม่มีโยโย่และไม่เครียด
  • ภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอน คุณต้องกินอะไรบ้าง ถ้าไม่ค่อยหิว จะกินเป็นผลไม้ไม่หวานจัด อย่างแอปเปิลสักลูก หรือซีเรียลใส่นมไขมันต่ำสักแก้วก็ยังดี แนะนำให้เลือกซีเรียลแบบโฮลเกรนเพราะจะช่วยให้อิ่มนาน ไม่อยากกินจุบจิบก่อนถึงมื้อเที่ยง
  • ไม่ปล่อยให้หิวจัด การอดอาหารมาทั้งวันเพื่อรวบยอดมื้อเย็นทีเดียว มีแนวโน้มที่จะกินอาหารอ้วนๆ มากขึ้น
  • เตรียมของว่างที่กินแล้วไม่อ้วนติดมาที่ทำงานด้วย จะได้ไม่ตบะแตก กินทุกอย่างที่ขวางหน้า
  • กินตามสูตร 2 1 1 โดยอาหารจานหนึ่งควรมีผักครึ่งจาน จะเป็นสลัดผัก ผัดผัก หรือผักสดก็ได้ และที่เหลือแบ่งเป็นข้าวแป้งกับเนื้อสัตว์ไขมันต่ำอย่างละครึ่ง
  • เปลี่ยนชนิดคาร์โบไฮเดรตจากข้าวขาว ขนมปังขาว มาเป็นข้าวกล้องหรือขนมปังโฮลวีท ใยอาหารที่มากขึ้นจะช่วยให้คุณอิ่มนานขึ้น
  • หากเป็นคนชอบกินแป้ง ลองหาตัวช่วยคือกาแฟหรือโกโก้ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากถั่วขาว ซึ่งมีงานวิจัยพบว่ามีสาร phaseolamine ซึ่งจะไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อะไมเลส และขัดขวางกระบวนการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลบางส่วน
  • กินอาหารคำเล็กๆ เคี้ยวช้าๆ และวางช้อนทุกครั้ง จะช่วยให้กินช้าลงและอิ่มเร็วขึ้น
  • อย่าดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมระหว่างกินอาหาร ฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณความอิ่มไปให้สมองรับรู้จะถูกรบกวนด้วยน้ำตาลฟรุกโตส ทำให้สมองไม่สามารถรับสัญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้าใครอยากรู้สึกอิ่มเร็วควรหันมาดื่มน้ำเปล่า
  • กินโปรตีนให้เพียงพอ เพราะการลดน้ำหนักโดยการกินโปรตีนไม่เพียงพอ จะทำให้น้ำหนักที่ลดลงเป็นกล้ามเนื้อร่วมกับไขมัน และร่างกายจะรู้สึกอ่อนเพลียกว่าปกติ ควรเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมันให้เป็นนิสัย เช่น เนื้อปลาและเนื้อไก่ไม่ติดหนัง เน้นแบบที่ปรุงด้วยการนึ่ง ต้ม อบ ย่าง
  • หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารทอด เลือกประเภทนึ่ง อบ ยำ ย่าง ผัดน้ำมันน้อยๆ หรือถ้าเป็นแกงก็ควรเลือกเป็นแกงที่ไม่ใส่กะทิ เช่น แกงส้ม แกงป่า ก็จะช่วยลดพลังงานอาหารในแต่ละมื้อลงได้
  • ลดปริมาณเครื่องปรุง เครื่องจิ้มลง แค่คุณกินผลไม้โดยไม่จิ้มน้ำจิ้ม หรือลดปริมาณน้ำสลัดหรือไม่ปรุงอาหารเพิ่ม แคลอรีที่ได้รับก็จะลดลงไปอย่างที่คุณนึกไม่ถึง
  • หลังกินอย่าเพิ่งนอน หลังมื้ออาหารควรทิ้งระยะเวลาก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง เพราะการนอนหลับในระหว่างที่กระบวนการย่อยอาหารยังไม่เสร็จสิ้น จะทำให้ระบบการเผาผลาญช้าลง
  • นอนให้พอ วันละ 7-8 ชั่วโมง ไม่นอนดึก การนอนดึกจะทำให้ร่างกายลดการสร้างฮอร์โมนในช่วงกลางคืน โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ช่วยในการควบคุมน้ำหนักและเร่งการเผาผลาญพลังงาน
  • ทำตัวให้แอคทีฟ ไม่นั่งอยู่กับที่นานๆ ให้ลุกขึ้นเดินทุกชั่วโมง อาจแต่งตัวสไตล์สปอร์ตในวันหยุด เพราะจะช่วยกระตุ้นให้อยากออกกำลังกายมากขึ้น
ลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ รับรองว่าคุณจะได้ทั้งสุขภาพที่ดีขึ้น และน้ำหนักที่ค่อยๆ ลดลง อย่างแน่นอนค่ะ 
Cr : Nestle good food good life

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557


ออกกำลังกาย ทำได้ทุกที่ทุกเวลา





คุณคงเคยเห็นหรือแอบอิจฉาเล็กๆ เมื่อเห็นคนที่รูปร่างดีและดูอ่อนกว่าอายุจริง และก็คงเคยเห็นคนที่รูปร่างหน้าตาวิ่งล้ำหน้าเกินอายุจริงไปไกล อย่างนี้เค้าเรียกว่า อายุร่างกายไม่เท่ากับอายุจริง ซึ่งคนในวัยเดียวกันอาจมีอายุร่างกายไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออายุร่างกายของเราก็คืออาหารการกินและการออกกำลังกาย คุณอาจนึกบ่นในใจว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย แต่เชื่อมั้ยคะว่าคุณสามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ ทุกเวลา
ในที่ทำงาน
  • ขณะรอเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเริ่มงานทุกเช้า ให้นั่งเก้าอี้แล้วลุกนั่งไปเรื่อยๆ จนกว่าหน้าจอคอมพิวเตอร์จะพร้อมสำหรับการทำงาน
  • ขณะนั่งทำงาน คุณสามารถบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วยการนั่งหลังตรง แขม่วท้อง โดยการหายใจเข้าและแขม่วท้องให้ได้มากที่สุด จากนั้นค่อยๆ นับ 1- 10 เมื่อครบให้
    ผ่อนลมหายใจออก
  • ถ้าใช้เก้าอี้ที่มีล้อ ให้นั่งเก้าอี้แล้วยืดมือออกไปจับขอบโต๊ะ จากนั้นใช้กล้ามเนื้อแขนดึงตัวเองเข้าไปใกล้โต๊ะ แล้วผลักตัวเองออกห่าง ทั้งสนุกและช่วยให้ต้นแขนกระชับ
  • หากรู้สึกล้า ให้ลุกเดินไปเดินมา คุยกับคนโน้นคนนี้ หรือจะเดินขึ้นลงบันไดให้เหงื่อซึม ออกซิเจนส่งไปเลี้ยงสมองมากขึ้น เพียงครั้งละ 10 นาที 3 เวลา ก็จะเท่ากับคุณได้ออกกำลังวันละ 30 นาทีแล้วค่ะ
ขณะเดินทาง
  • ไม่ว่าจะกำลังยืนอยู่บนรถไฟฟ้าหรือยืนรอรถเมล์ ให้ยืนแขม่วท้อง เช่นเดียวกับการนั่ง
    แขม่วท้อง
  • เพิ่มพลังนิ้วขณะนั่งรถ โดยการวางมือทั้ง 2 ข้างบนเข่าซ้ายขวา จากนั้นออกแรงใช้นิ้วบีบเข่าให้แน่นแล้วคลายสลับกัน ท่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อแขนและข้อมือแข็งแรงขึ้นและช่วยเพิ่มพลังให้กล้ามเนื้อนิ้วมือ
  • บริหารเท้าขณะนั่งรถ โดยใช้ปลายเท้าแตะพื้น ยกส้นเท้าขึ้นแล้วออกแรงกดไปที่ปลายเท้า ค้างไว้สักครู่ จากนั้นลดส้นเท้าลง ยกปลายเท้าขึ้นแล้วออกแรงกดไปที่ส้นเท้า ทำสลับกันเช่นนี้ ท่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อน่องและข้อเท้าแข็งแรง
ในบ้าน
  • ขณะกวาดบ้านหรือใช้เครื่องดูดฝุ่น ให้เดินด้วยปลายเท้าโดยทรงตัวบนนิ้วเท้าทั้งห้า ห้ามให้ส้นเท้าแตะพื้น การเดินแบบนี้ช่วยให้กล้ามเนื้อแข้งและน่องแข็งแรงขึ้น
  • ขณะคุยโทรศัพท์ ไม่ว่ากับแฟนหรือเพื่อนซึ่งใช้เวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าชั่วโมง อย่านอนคุยหรือนั่งคุยเฉยๆ ให้ลุกเดินไปเดินมา กว่าจะคุยเสร็จรับรองว่าเดินได้หลายร้อยก้าว หรือจะเดินกลับไปกลับมาด้วยปลายเท้า จะช่วยให้กล้ามเนื้อร่างกายส่วนล่างแข็งแรงขึ้น
  • ขณะนั่งดูทีวี กระชับหุ่นสวยด้วยท่าเก้าอี้กำแพง เริ่มต้นจากยืนตรง หลังพิงกำแพง กางขาให้กว้างประมาณหัวไหล่ ให้ขาทั้งสองข้าง ห่างจากกำแพงประมาณ 1-1.5 ก้าว จากนั้นหายใจเข้า งอเข่าพร้อมๆ กับย่อตัวลงมาให้ต้นขาขนานกับพื้น พยายามไม่ให้หัวเข่าเลยปลายเท้าเพราะจะทำให้ปวดเข่า  ค้างไว้ 10-30 วินาที แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น หรือจะประมาณเอาจากความยาวโฆษณาหนึ่งตัว
  • ขณะยืนรีดผ้า ยืนแต่งตัว หรือยืนแปรงฟัน ให้ยืนด้วยปลายเท้าโดยยกส้นเท้าขึ้นแล้วทิ้งน้ำหนักตัวลงบนปลายเท้า ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อแข้งและน่อง และฝึกสร้างความสมดุลให้
    ร่างกาย
  • ขณะขึ้นลงบันได ให้เดินขึ้นบันไดด้วยปลายเท้าแล้วลงบันไดด้วยส้นเท้า ท่านี้ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อร่างกายส่วนล่าง ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น อย่าลืมจับราวบันไดเพื่อความปลอดภัยด้วยนะคะ
  • ขณะดูทีวี ให้ยกขาเหวี่ยงแขนไปพร้อม ๆ กับชมรายการโปรด หรือจะยกดัมเบล ปั่นจักรยานชนิดอยู่กับที่ หรือเล่นฮูล่าฮูป
  • ลองจัดสรรเวลามาลุกขึ้นเต้นสักวันละ 20 นาที เปิดเพลงเร็วๆ สนุกๆ ที่ฟังแล้วอยากขยับแข้งขยับขา แล้วยักย้ายส่ายเอว ส่ายสะโพก หรือกระโดดโลดเต้น ไม่ต้องสนใจว่าจะเข้าจังหวะหรือไม่
การใช้กล้ามเนื้อมากๆ ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอด้วยนะคะ เพราะในกล้ามประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ หากดื่มน้ำน้อยกล้ามเนื้อก็จะล้าง่ายและไม่ยืดหยุ่น เพราะขาดน้ำ และยังอาจทำให้เกิดตะคริวอีกด้วยค่ะ

จากตัวอย่างข้างต้น คงเห็นแล้วว่าการออกกำลังกายสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาจริงๆ และอย่าลืมดูแลเรื่องอาหารการกิน ควบคู่ไปด้วยนะคะ รับรองว่าอายุร่างกายจะลดลงจนใครๆ ทักว่าดูอ่อนกว่าวัยเลยล่ะค่ะ
ขอขอบคุณบทความสุขภาพจาก : Nestle good food good life

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557


อาหารว่างสร้างสุขภาพ





อาหารว่างช่วยบรรเทาความหิว และยังช่วยเติมเต็มคุณค่าสารอาหาร เติมเต็มความสุข และเติมเต็มพลังงานระหว่างรอมื้ออาหารหลักอีกด้วย แต่หากเลือกอาหารว่างไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้สุขภาพแย่โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ต้องเข้าประชุมหรือฝึกอบรมเป็นประจำ มักจะกินอาหารว่างจำพวกเบเกอรี น้ำหวาน  ที่ให้พลังงาน น้ำตาล และไขมันสูง หรือบางคนมีขนมนมเนยให้หยิบเข้าปากทั้งวัน แบบนี้ภาวะอ้วนลงพุงคงมาเยือนในไม่ช้า อย่ากระนั้นเลย เรามาเลือกอาหารว่างที่ดีให้ร่างกายกันเถอะค่ะ
อาหารว่างที่ดีควรให้พลังงานไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ต้องการในแต่ละวัน หรือประมาณ 150-200 กิโลแคลอรีสำหรับผู้ใหญ่ และ 100-150 กิโลแคลอรีสำหรับเด็ก นอกจากนี้ยังไม่ควรมีน้ำมัน น้ำตาล เกลือมากเกินไป ตัวอย่างเช่น
  • นมและโยเกิร์ต มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายโดยเฉพาะแคลเซียมซึ่งมีความจำเป็นสำหรับทุกวัย ควรเลือกชนิดจืดหรือมีน้ำตาลและไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงนมเปรี้ยว เพราะมีนมเป็นส่วนประกอบไม่เกินร้อยละ 50 และส่วนใหญ่จะมีน้ำตาลสูง
  • ผลไม้สด เลือกที่หวานน้อย เช่น ฝรั่ง ส้ม กล้วย แอปเปิล แคนตาลูป แตงโม ส้มโอ สับปะรด มะละกอ ถ้าจะดื่มน้ำผลไม้ ควรเลือกน้ำผลไม้สดแบบไม่เติมน้ำตาล ดื่มวันละไม่เกิน 1 แก้ว หรือ 1 กล่องเล็ก
  • ไอศกรีม เลือกประเภทที่ให้พลังงานน้อย  มีไขมันต่ำ มีความหวานพอดี และใช้สีธรรมชาติ อาจเลือกไอศกรีมโยเกิร์ตหรือหวานเย็น
  • เบเกอรี เลือกที่ไม่หวานและมันจัด และมีส่วนผสมที่มีประโยชน์คือเนื้อสัตว์และผัก เช่น ขนมจีบ ซาลาเปา แซนด์วิชไส้ทูน่า ขนมปังไส้ไก่ ขนมปังโฮลวีท หรือเลือกขนมปังกรอบที่มีใยอาหารสูง หลีกเลี่ยงเค้กหน้าครีมเพราะให้พลังงานและไขมันสูง
  • ขนมไทย ควรเลือกชนิดที่มีน้ำมันหรือกะทิน้อย ไม่หวานจัด และมีส่วนผสมที่มีประโยชน์ เช่น มีถั่ว ธัญพืช ผลไม้ หรือไข่เป็นส่วนผสมอย่างถั่วแปบ ถั่วกวน ข้าวต้มมัด ลูกชุบ ขนมตาล ขนมกล้วย เม็ดขนุน ถั่วเขียวต้มน้ำตาล เต้าส่วน กล้วยต้มคลุกมะพร้าว
  • ถั่วและธัญพืช ต้มหรืออบ เช่น ถั่วต้ม ถั่วแระญี่ปุ่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม ข้าวโพดต้ม มันต้ม เผือกต้ม
  • เนื้อสัตว์ เลือกที่มีไขมันต่ำ เช่น หมูสะเต๊ะ ลูกชิ้นลวกหรือปิ้ง
  • เครื่องดื่ม ควรดื่มไม่เกิน 1 แก้วเล็กต่อวัน เลือกที่ไม่หวานจัดและให้พลังงานต่ำ อาจเลือกเครื่องดื่มที่มีการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพื่อไม่ให้ได้รับน้ำตาลมากเกินไป เช่น ชามะนาว เครื่องดื่มธัญญาหารชนิดน้ำตาลน้อย สำหรับเด็กๆ แนะนำให้เลือกเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนม เช่น เครื่องดื่มช็อกโกแลตมอลต์ที่มีนมเป็นส่วนประกอบ
  • น้ำผลไม้ปั่น หรือสมูทตี้ ไม่ควรมีรสหวานจัด และกินในปริมาณพอเหมาะ
  • ขนมถุง หลีกเลี่ยงประเภทที่มีแต่แป้งและไขมัน เช่น มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ ควรกินแต่น้อยไม่เกิน 1 ถุงเล็กและไม่ควรกินบ่อย หรือเลือกขนมที่ใช้วิธีการอบแทนขนมแบบทอด แต่อย่าลืมอ่านฉลากหวาน มัน เค็มหน้าถุงด้วยนะคะเพื่อเลือกที่มีพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมไม่สูงจนเกินไป

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สธ. เตือน โรคอีสุกอีใส ระบาดฤดูหนาว แนะวิธีสังเกตอาการป่วย

สธ. เตือน โรคอีสุกอีใส ระบาดฤดูหนาว แนะวิธีสังเกตอาการป่วย


อีสุกอีใส

      สธ.เตือน ไข้สุกใสระบาดช่วงฤดูหนาว แต่ละปีพบผู้ป่วย 5-9 หมื่นราย ให้ระวังเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ (กระทรวงสาธารณสุข)

              กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนระวังโรคไข้สุกใสระบาดช่วงฤดูหนาว แต่ละปีพบผู้ป่วย 50,000-90,000 ราย มักพบมากตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม เน้นการดูแลป้องกันตัวเองไม่ให้ป่วย โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ เผย อาการโรคนี้สังเกตได้ง่าย เริ่มจากไข้สูงปวดเมื่อยตามตัวคล้ายไข้หวัดและมีตุ่มนูนคันขึ้นที่ไรผมและตามตัว แนะหากป่วยควรพบแพทย์ เพื่อลดโรคแทรกซ้อนอันตราย

              เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 นายแพทย์ณรงค์  สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงที่อากาศหนาวเย็น โรคที่มีความเสี่ยงจะระบาดได้ง่ายก็คือ โรคอีสุกอีใส (CHICKEN POX) หรือไข้สุกใส เกิดจากเชื้อไวรัส ชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็นชื้น พบได้ในคนทุกอายุที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรค มีโอกาสเกิดความรุนแรงโดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากมีภูมิต้านทานโรคต่ำ 
              ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลการเฝ้าระวังโรคไข้สุกใสย้อนหลัง 10 ปี ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่า ต่อปีมีผู้ป่วยโรคนี้ 50,000-90,000 ราย  และมีแนวโน้มจะพบมากขึ้นพบผู้ป่วยมากตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม โรคนี้มักพบระบาดในที่อยู่ร่วมกัน เช่น โรงเรียน โรงงาน ศูนย์เด็กเล็ก เรือนจำ เป็นต้น กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้โรคไข้สุกใสเป็น 1 ใน 31 โรคที่ต้องรายงานเมื่อพบผู้ป่วย  เพื่อแยกผู้ป่วยไม่ให้ไปสัมผัสกับผู้อื่น และเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ

              นายแพทย์ณรงค์ กล่าวอีกว่า ในปี 2556 ทั่วประเทศมีรายงานพบผู้ป่วยโรคไข้สุกใส จำนวน 48,299 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต  พบมากสุดในกลุ่มอายุ 5-9 ปี คิดเป็นร้อยละ 25 รองลงมาคือกลุ่มอายุ 0-4 ปีร้อยละ 23 ส่วนปี 2557 ตั้งแต่ 1-19 มกราคม พบผู้ป่วยแล้ว 2,565 ราย ไม่มีเสียชีวิต ได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกันโรค หากมีอาการป่วย ขอให้ไปพบแพทย์ที่สถานบริการสาธารณสุข ใกล้บ้านทันที เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันตราย และควบคุมโรคไม่แพร่ระบาดยังคนอื่น ๆ อีก

              ด้าน นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคไข้สุกใสเกิดจากเชื้อไวรัส วาริเซลล่า ซอสเตอร์ (Varicella zoster virus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด (Herpes Zoster) เชื้อโรคจะอยู่ในน้ำมูกน้ำลายผู้ป่วย ติดต่อกันโดยการ ไอ จาม หายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัส ตลอดจนการใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม แก้วน้ำ เป็นต้น 

              อาการของเด็กที่ป่วยจะมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ส่วนในผู้ใหญ่มักมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามเนื้อตัวและมีผื่นขึ้นพร้อม ๆ กับวันที่มีไข้ ต่อมาผื่นจะกลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใส ๆ อยู่ข้างใน มีอาการคัน และตกสะเก็ด ลักษณะเด่นที่สังเกตได้ง่ายว่าเป็นโรคไข้สุกใสก็คือ ผื่นจะขึ้นที่ไรผมก่อน ต่อมาผื่นจะกระจายไปทั่วตัว บางรายอาจมีตุ่มในปากทำให้ปากลิ้นเปื่อย อาการแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อแบคทีเรียที่ตุ่ม  ทำให้ตุ่มกลายเป็นหนองและทำให้มีรอยแผลเป็น เป็นจุดดำ ๆ ที่ผิวหนัง

              โรคนี้เป็นโรคที่หายเองได้ ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ โดยตุ่มจะตกสะเก็ดและค่อย ๆ หายใน 1-3 สัปดาห์ โดยไม่มีแผลเป็น เมื่อป่วยจะต้องหยุดเรียน หยุดงานพักผ่อนที่บ้าน และดื่มน้ำมาก ๆ รับประทานอาหารได้ตามปกติ ควรอาบน้ำ และใช้สบู่ฆ่าเชื้อฟอกผิวหนังให้สะอาดเพื่อป้องกันติดเชื้อแบคทีเรีย ตัดเล็บให้สั้น หลีกเลี่ยงการแกะหรือเกาตุ่ม ถ้ามีไข้สูงให้กินยาพาราเซตามอลลดไข้ 


              วิธีการป้องกันโรคไข้สุกใส ต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย และล้างมือบ่อย ๆ ไม่ดื่มน้ำแก้วเดียวกันหรือใช้หลอดดูดน้ำร่วมกัน ทั้งนี้ ผู้ที่เคยเป็นแล้วจะมีภูมิต้านทานตามธรรมชาติไปตลอดชีวิตไม่ต้องฉีดวัคซีนอีก แต่ผู้ที่เป็นโรคนี้มีโอกาสเป็นงูสวัดได้ในภายหลังประมาณร้อยละ 15 หากร่างกายอ่อนแอ มีภูมิต้านทานโรคต่ำเช่น พักผ่อนน้อย หรือไม่ออกกำลังกาย เนื่องจากจะมีเชื้อหลบอยู่ที่ปมประสาทของร่างกาย 

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่


การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 

 

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย อาหารมื้อแรกที่ลูกลืมตาดูโลก ควรจะเป็นนมจากเต้าของคุณแม่ การดื่มน้ำนมสีเหลืองบนอกอันอบอุ่นของคุณแม่จะได้รับพลังความรักที่มหาศาลทั้งคุณแม่และคุณลูก น้ำนมสีเหลืองที่ไหลจากอกแม่นั้นจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคให้กบทารกที่ดีเยี่ยม  นมแม่มีสารอาหารโปรตีนที่เหมาะสมกับทารก สามารถย่อยง่ายดูดซึมได้ดี ไม่มีการแพ้ ไม่ท้องผูก และประหยัดเวลา สะดวกในการให้ดื่ม ปลอดเชื้อโรค คุณแม่ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้นานที่สุด ปัญหาของคุณแม่บางท่านคือไม่มีน้ำนม คุณแม่บางคนกลัวลูกจะอดรีบเปลี่ยนวิธีให้ลูกดื่มนมจากขวดแทน คุณแม่ไม่ควรใจร้อน ต้องพยายามให้ลูกได้ดูดบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นต่อน้ำนมให้ผลิตน้ำนม เมื่อความพยายามสำเร็จ คุณแม่ก็จะมีน้ำนมที่เพียงพอในการเลี้ยงลูกตลอด

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

การให้นมลูกควรให้เป็นเวลา ห่างกันสัก 2-3 ชั่วโมง โดยกอดสัมผัส หรือพูดคุยเพื่อเพิ่มความอบอุ่น เป็นการกระตุ้นพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกให้มีพัฒนาการรวดเร็วขึ้น  ในกรณีที่คุณแม่ไม่อยู่บ้าน ไปธุระนอกบ้านก็ใช้วิธีรีดน้ำนมใส่ขวดทิ้งไว้ ก่อนรีดนมต้องใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดเต้านมก่อน ภาชนะที่ใส่ต้องฆ่าเชื้อโรคให้สะอาด ในการรีดก็ใช้มือทั้งสองข้างเคล้นน้ำนม แต่ในปัจจุบันจะมีที่ปั๊มน้ำนมจำหน่าย ใช้วิธีนี้จะสะดวกยิ่งขึ้น




วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

โรคความดันโลหิตสูง คนส่วนใหญ่เป็นโรคนี้ มักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น

โรคความดันโลหิตสูง คนส่วนใหญ่เป็นโรคนี้ มักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น  


โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นภาวะทางการแพทย์อย่างหนึ่ง โดยจะตรวจพบความดันโลหิตอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติ เรื้อรังอยู่เป็นเวลานาน ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ในปี 1999 ว่า ผู้ใดก็ตามที่มีความดันโลหิตวัดได้มากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง และการที่ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคหัวใจ โรคไตวาย เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง อัมพาต ฯลฯ  โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ที่มีความดันโลหิตสูงมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น เมื่อรู้ตัวว่าเป็นส่วนมากจะไม่ได้รับการดูแลรักษา ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากไม่มีอาการ ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจ เมื่อเริ่มมีอาการ หรือภาวะแทรกซ้อนแล้วจึงจะเริ่มสนใจ และรักษา ซึ่งบางครั้งก็อาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร

โรคความดันโลหิตสูง คนส่วนใหญ่เป็นโรคนี้ มักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น

 การควบคุมความดันโลหิตให้ปกติอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดโอกาสเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอาจจะไม่มีอาการใด ๆ เลย หรืออาจจะพบว่ามีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ และเหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอก หรือนอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 2 กรณีด้วยกันคือ กรณีที่ 1 ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงโดยตรง ได้แก่ ภาวะหัวใจวาย หรือหลอดเลือดในสมองแตก กรณีที่ 2 ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดแดงตีบ หรือตัน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ หลอดเลือดสมองตีบ เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือหลอดเลือดแดงในไตตีบมากถึงขั้นไตวายเรื้อรังได้  จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง และไม่ได้รับการรักษาจะเสียชีวิตจากหัวใจวายถึง 60-75% เสียชิตจากเส้นเลือดในสมองอุดตัน หรือแตก 20-30% และเสียชิตจากไตวายเรื้อรัง 5-10%





วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

เตือน ระวังโรคมือเท้าปาก

 ระวังโรคมือเท้าปาก


     แม้กระทรวงสาธารณสุขจะออกมายืนยันว่า โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคที่เกิดขึ้นทุกปีในประเทศไทย และไม่ใช่โรคร้ายแรงแต่อย่างใด แต่ในประเทศไทยเองก็พบผู้ติดเชื้อจนมีผู้เสียชีวิตทุกปี แม้จะเป็นจำนวนไม่มากนัก ซึ่งก็ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองตื่นตกใจกันไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่โรคนี้จะเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ           เชื่อว่าตอนนี้หลายคนคงกำลังหาข้อมูลกันอยู่ว่า โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากอะไร แล้วจริง ๆ โรคนี้อันตรายหรือไม่ หรือจะป้องกันตัวเองให้รอดพ้นจากโรคมือ เท้า ปาก ได้อย่างไร กระปุกดอทคอม ขอนำข้อมูลมาบอกต่อกันในวันนี้ค่ะ

     รู้จัก โรคมือ เท้า ปาก

              โรคมือ เท้า ปาก หรือ Hand, Foot and Mouth Disease มักเรียกติดปากกันว่า โรคมือ เท้า ปาก เปื่อย สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสลำไส้ หรือเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) โดยพบการระบาดของ โรคมือ เท้า ปาก เมื่อปี พ.ศ.2500 กับเด็กในเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้และยังมีตุ่มน้ำใสในช่องปาก มือ และเท้า

              ต่อมายังพบการระบาดกับกลุ่มเด็กในเมืองเบอร์มิงแฮม เมื่อปี พ.ศ.2502 เช่นกัน จนได้มีการเรียกกลุ่มอาการที่พบนี้ว่า Hand-Foot-and Mouth Disease (HFMD) หลังจากนั้นก็มีรายงานการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก จากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

              ทั้งนี้ โรคมือ เท้า ปาก จะมีการระบาดแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ หากเป็นประเทศเขตหนาวจะพบในช่วงฤดูร้อน และต้นฤดูใบไม้ร่วง ส่วนประเทศเขตร้อนชื้นจะพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะระบาดมากในช่วงฤดูฝนที่มีอากาศร้อนชื้น และมักพบในกลุ่มเด็กทารก และเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี 

    โรคมือ เท้า ปาก ติดต่อกันได้ทางไหน

              โรคมือ เท้า ปาก สามารถติดต่อกันได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย สามารถติดต่อได้โดย

               การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง ทั้งจากจมูก, ลำคอ และน้ำจากในตุ่มใส (Respiratory route) โดยเชื้อโรคอาจติดมากับสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ หรือการไอจามรดกันก็ได้

               ทางอุจจาระของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสอยู่ (fecal - oral route ) โดยช่วงที่แพร่กระจายมากที่สุด คือ ในสัปดาห์แรกที่ผู้ป่วยมีอาการ และจะยังแพร่เชื้อได้จนกว่ารอยโรคจะหายไป แต่ก็ยังพบเชื้อในอุจจาระผู้ป่วยต่อได้อีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ 

              ทั้งนี้ เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถทนสภาวะกรดในทางเดินอาหารมนุษย์ได้ และมีชีวิตอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 2-3 วัน โรคนี้ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่สัตว์ หรือจากสัตว์สู่คนได้ 


    โรคมือเท้าปาก
    โรคมือ เท้า ปาก

    อาการของ โรคมือ เท้า ปาก

              โดยทั่วไป โรคมือ เท้า ปาก มักจะมีอาการไม่รุนแรง โดยจะมีระยะฟักตัวประมาณ 3-6 วัน และมีอาการเริ่มต้นคือ เป็นไข้ต่ำ ๆ มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ประมาณ 1-2 วัน จากนั้นจะเริ่มเจ็บปาก ไม่ยอมทานอาหาร เพราะมีตุ่มแดงที่เหงือก ลิ้น กระพุ้งแก้ม โดยตุ่มนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใส รอบแผลจะอักเสบแดง ต่อมาตุ่มจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้น จากนั้นจะพบตุ่มหรือผื่น (มักไม่คัน) ที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่ก้น แขน ขา และอวัยวะสืบพันธุ์ด้วย ในเด็กทารกอาจพบกระจายทั่วตัวได้ ทั้งนี้อาการจะทุเลาและหายเป็นปกติภายใน  7-10 วัน โดยทิ้งรอยแผลเป็นให้เห็น

              อย่างไรก็ตาม โรคมือ เท้า ปาก อาจแสดงอาการในหลายระบบ เช่น

              1.ระบบทางเดินหายใจ อาจมีอาการเหมือนไข้หวัด ไอ มีน้ำมูกใส เจ็บคอ

              2.ทางผิวหนัง

              3.ทางระบบประสาท เช่น สมอง เยื่อหุ้มสมอง หรือเนื้อสมองอักเสบ

              4.ทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำเล็กน้อย ปวดหัว อาเจียน

              5.ทางตา มักพบเยื่อบุตาอักเสบ (chemosis and conjuntivitis) และ

              6.ทางหัวใจ เช่น สามารถทำให้เกิดกล้ามเนื้อหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบได้ ซึ่งอาจมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการ หรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง 

              ทั้งนี้ หากผู้ป่วยเกิดผื่น ตุ่ม ที่มือ เท้า และปากนานเกิน 3 วัน แล้วยังมีอาการซึมตามมาด้วย ให้รีบพบแพทย์ทันที เพราะอาการซึมเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า เชื้อกำลังเข้าสู่สมองแล้ว และหากปล่อยไว้ไม่ยอมมารักษา เชื้อจะเข้าไปในสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของหัวใจ จนทำให้หัวใจล้มเหลว และเกิดน้ำท่วมปอดจนเสียชีวิตได้

    การรักษา โรคมือ เท้า ปาก

              ปกติแล้วโรคมือ เท้า ปาก สามารถหายได้เองภายใน 7-10 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน โรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ เพราะเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส จึงต้องใช้ภูมิคุ้มกันของตัวเองต่อสู้กับเชื้อโรค ทั้งนี้ แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ทั้งนี้ ควรเช็ดตัวผู้ป่วยเป็นระยะ ๆ ให้อาหารอ่อน ๆ ดื่มน้ำและผลไม้ และนอนพักผ่อนให้มาก ๆ ถ้าเป็นเด็กเล็กอาจต้องป้อนนมแทนการให้ดูดจากขวดนม

              หลังจากการติดเชื้อผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อโรค แต่อาจเกิดโรคมือ เท้า ปาก ซ้ำได้ จาก เอนเทอโรไวรัสตัวอื่น ๆ ดังนั้น หากผู้ปกครองสังเกตเห็นลูกมีอาการที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียนบ่อย ๆ หอบ แขนขาอ่อนแรง ไม่ยอมรับประทานอาหารและนํ้า ก็ควรพาบุตรหลานมาพบแพทย์ 


    โรคมือเท้าปาก
    โรคมือ เท้า ปาก


    การป้องกัน โรคมือ เท้า ปาก

              ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก แต่โดยปกติป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ได้ โดยการรักษาสุขอนามัยที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความสะอาด ตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือด้วยน้ำสบู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังการขับถ่ายและก่อนรับประทานอาหาร รวมทั้งใช้ช้อนกลาง และไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน

              ที่สำคัญ คือ ต้องแยกผู้ป่วยที่เป็นโรคออกจากกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก โดยไม่ให้เด็กทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น ๆ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ และต้องคอยทำความสะอาดพื้น ห้องน้ำ สุขา เครื่องใช้ ของเล่น สนามเด็กเล่น ตลอดจนเสื้อผ้า ที่อาจปนเปื้อนเชื้อด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วไปภายในบ้าน

              หากมีเด็กป่วยจำนวนมาก อาจจำเป็นต้องปิดสถานที่ชั่วคราว (1-2 สัปดาห์) และทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค  โดยอาจใช้สารละลายเจือจางของน้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนผสมกับน้ำ 30 ส่วน 

    ติดต่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม

               สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง 

               ศูนย์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค  โทร. 0-2590-3333

               สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค  โทร. 0-2590-3194 

              แจ้งการระบาดของโรคได้ที่ สำนักระบาดวิทยา  กรมควบคุมโรค  โทร. 0-2590-1882

      
     เอกสารดาวน์โหลดเพิ่มเติม

               แผ่นพับโรคมือ เท้า ปาก 

               ความรู้เรื่องโรค มือ เท้า ปาก 

               ความรู้เกี่ยวกับ เรื่องโรคติดต่ออุบัติใหม่ (เรื่องโรค มือ เท้า ปาก)

               คำถาม-คำตอบ เกี่ยวกับโรคมือ เท้า ปาก

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เพศสัมพันธ์ มีความจำเป็นต่อคนเรามากแค่ไหน


“การร่วมเพศจะช่วยให้ไม่เป็นโรคหัวใจ…การร่วมเพศเป็นยากล่อมประสาทโดยธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดความตึงเครียด และทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายสดชื่น” นี่เป็นคำกล่าวของ ดร.ยูจีน  ไชแมน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเพศศึกษาชาวอเมริกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนเราจะต้องยุ่งอยู่กับเรื่องทางเพศตลอดวันตลอดคืน การร่วมเพศเป็นสิ่งที่ให้ความสุขเพียงไม่กี่อย่าง ซึ่งไม่มีอันตรายอะไรตราบเท่าที่ร่างกายของบุคคลนั้นยังแข็งแรงดีอยู่ การร่วมเพศนอกจากเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นวิธีคลายความตึงเครียดที่ดีที่สุดอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556

5 ธันวาคม วันพ่อแห่งชาติ

ขอเดชะ ฝ่าละออง ธุลีพระบาท
วโรกาส เฉลิมพระชนม์ มงคลดิถี
สรวมชีพข้า พระพุทธเจ้า เฝ้าชุลี
น้อมพระพร ถวายศรี กษัตริย์ไทย
ขอพระองค์ ทรงพระ เกษมสวัสดิ์
เป็นร่มฉัตร พิพัฒน์เพิ่ม  เติมสมัย
ขออัญเชิญ เทพศักดิ์สิทธิ์ ทรงฤทธิไกร
บันดาลให้ พระองค์ ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า 
คณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจอมศรี